Rocket Lab รายงานกำไรผสม หุ้นร่วง 3.4% AST SpaceMobile ขาดทุนหนัก กดดันหุ้นเทคฯ

11 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00
เกิดอะไรขึ้น
บริษัท Rocket Lab (RKLB) คู่แข่งของ SpaceX รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2026 ที่มีทั้งส่วนที่เหนือกว่าคาดและต่ำกว่าคาดการณ์ โดยมีรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่ยังคงขาดทุนสุทธิ ขณะเดียวกัน บริษัท AST SpaceMobile (ASTS) รายงานผลขาดทุนต่อหุ้นและรายได้ที่ต่ำกว่าประมาณการของนักวิเคราะห์อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Rocket Lab ยังได้แจ้งว่ากำหนดการเปิดตัวจรวด Neutron อาจล่าช้าออกไปจากเดิม
ตัวเลขสำคัญ
- Rocket Lab (RKLB) มีรายได้ในไตรมาส 2 ปี 2026 ที่ **234.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** เพิ่มขึ้น **62%** จากปีก่อน และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่รายงานขาดทุนสุทธิ **49.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** หรือขาดทุน **0.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ** ต่อหุ้น ซึ่งแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ **0.06 ดอลลาร์สหรัฐฯ** ต่อหุ้น - ยอด Backlog ของ Rocket Lab ทำสถิติสูงสุดที่ **2.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** เพิ่มขึ้น **137%** จากปีก่อน อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้น (GAAP gross margin) ในไตรมาส 3 ปี 2026 อยู่ที่ **29-31%** ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ **37.6%** - หุ้น Rocket Lab ปรับลดลง **3.4%** หลังการประกาศผลประกอบการ และร่วงลงอีก **6.8%** ในช่วงหลังตลาดปิด - AST SpaceMobile (ASTS) รายงานขาดทุนตามหลัก GAAP ที่ **0.77 ดอลลาร์สหรัฐฯ** ต่อหุ้น ซึ่งสูงกว่าประมาณการขาดทุนที่ **0.29 ดอลลาร์สหรัฐฯ** ถึง **168%** รายได้อยู่ที่ **31.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** ต่ำกว่าที่คาดการณ์ที่ **34.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** โดยมีผลขาดทุนจากการแปลงสภาพที่ไม่สมัครใจจากเหตุการณ์ BB7 ถึง **125.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ** - หุ้น AST SpaceMobile ลดลง **4.42%** ในช่วงการซื้อขายปกติ และลดลงอีก **1.76%** หลังตลาดปิด
ผลกระทบต่อพอร์ตคนไทย
ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ AST SpaceMobile และอัตรากำไรที่ต่ำกว่าคาดของ Rocket Lab รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับการล่าช้าของจรวด Neutron ได้กดดันหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอวกาศในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดแรงขายในหุ้นกลุ่มนวัตกรรมที่เทรดเดอร์ไทยถือครองอยู่ และมีผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนโดยรวม การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย 0.4% มาอยู่ที่ 32.99 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้เมื่อเทรดเดอร์ไทยแปลงกำไรจากการลงทุนในหุ้นนอกกลับมาเป็นเงินบาท จะได้รับเงินบาทน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าลงก่อนหน้า หรือทำให้ต้นทุนในการเข้าซื้อหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เงินบาทอ่อนค่ากว่านี้ ในขณะเดียวกัน การปรับลดลงของราคา BTC ที่ 1.5% มาอยู่ที่ 63,950 ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจสะท้อนถึงแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยรวมในตลาดโลก ซึ่งรวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ ออกมาต่อเนื่อง.
อยากบันทึก trade จากข่าวนี้?
สมัครฟรี